รู้จักกับ Finasteride รักษาผมร่วง รวมถึงผลข้างเคียง และทางเลือกอื่น

Finasteride

ปัญหาผมร่วงผมบางหรือแม้แต่หนังศีรษะล้านพบได้บ่อยในกลุ่มคนไข้ผู้ชาย ซึ่งนอกจากการปลูกผมหรืออาศัยหัตถการทางการแพทย์ คือการใช้ยาในกลุ่ม Finasteride หรือยารักษาผมร่วงก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่แพทย์แนะนำ

โดยในบทความนี้ Mediren Clinic จะพาคนไข้ที่กังวลปัญหาผมร่วง ผมบาง มาทำความรู้จักกับยาตัวนี้กันมากขึ้นว่ายา Finasteride คืออะไร มีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไร ใช้แล้วมีผลข้างเคียงต่อสุขภาพหรือไม่ หรือยา Finasteride แตกต่างจากการใช้ยารักษาผมร่วงชนิดอื่น ๆ อย่างไร เพื่อให้คนไข้เข้าใจและวางแผนการรักษาปัญหาผมร่วงที่เผชิญอยู่ได้อย่างเหมาะสม

Highlight

  • ยา Finasteride เป็นยารักษาผมร่วงโดยออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ 5-alpha reductase เพื่อลดระดับฮอร์โมน DHT สาเหตุที่ทำให้รูขุมขนบนหนังศีรษะเล็กจนเส้นผมไม่สามารถเจริญเติบโตได้
  • ยาฟิแนสเทอไรด์ (Finasteride) มี 2 ประเภท ได้แก่ ยา Finasteride ปริมาณ 1 mg สำหรับรักษาผมร่วง และยา Finasteride ปริมาณ 5 mg ที่มีคุณสมบัติรักษาภาวะต่อมลูกหมากโต
  • การใช้ยา Finasteride อาจมีผลข้างเคียงบางประการ เช่น หย่อนสมรรถภาพทางเพศ คัดเต้านม ส่งผลต่ออารมณ์ มีอาการผื่นคันตามร่างกาย ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ทุกครั้ง

สารบัญบทความ

Finasteride คืออะไร?

Finasteride คือ

Finasteride ยาที่ไม่เพียงแต่ใช้ในกลุ่มผู้ป่วยภาวะต่อมลูกหมากโต (Benign prostatic hyperplasia) ยังใช้เป็นยาแก้ผมร่วงได้อีกด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีปัญหาศีรษะล้าน ผมบางเนื่องจากกรรมพันธุ์ โดยมีวิธีการทำงานและประเภทของยา Finasteride ที่ควรรู้ ดังนี้

วิธีการทำงานของ Finasteride

ยา Finasteride ดูแลปัญหาผมร่วงผมบางด้วยการออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ 5-alpha reductase เอนไซม์ที่พบมากในอวัยวะสืบพันธุ์และหนังศีรษะ ซึ่งสามารถเปลี่ยนฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ให้กลายเป็นดีไฮโดรเทสโทสเตอโรน (DHT) ส่งผลให้รูขุมขนบนหนังศีรษะมีขนาดเล็กลงจนเส้นผมไม่สามารถเจริญเติบโตและหลุดร่วงหรือมีปัญหาผมบางในที่สุด

ฉะนั้นแล้วเมื่อร่างกายได้รับยา Finasteride จึงทำให้ปริมาณฮอร์โมนดีไฮโดรเทสโทสเตอโรน (DHT) ลดลง กระบวนการเจริญเติบโตของเส้นผมก็จะกลับมาเป็นปกติ ปัญหาผมร่วงผมบางหรือหนังศีรษะล้านก็ลดลงตามไปด้วย

ประเภทของยา Finasteride

แม้ว่า Finasteride จะใช้ในการรักษาปัญหาศีรษะล้านและภาวะต่อมลูกหมากโตในผู้ชายได้ แต่จริง ๆ แล้ว ยาฟีนาสเตอไรด์นี้มีการแบ่งประเภทการใช้ที่แตกต่างกันออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

  • ยา Finasteride ปริมาณ 1 mg

สำหรับยา Finasteride 1 mg ถือเป็นยาปลูกผมที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ออกแบบมาเพื่อใช้รักษาปัญหาผมร่วง ผมบาง หรือหนังศีรษะล้านโดยเฉพาะ ซึ่งจำเป็นต้องใช้อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน – 1 ปี เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจน ทั้งนี้หากมีการหยุดใช้ยา Finasteride 1 mg นี้มีโอกาสที่จะกลับมามีปัญหาผมร่วงหรือหนังศีรษะล้านอีกได้

โดยชื่อทางการค้าของยา Finasteride 1mg ที่เป็นที่รู้จักกันดีและสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป เช่น Firide, Sterzar, Propecia, Harifin ซึ่งก่อนใช้แนะนำปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์เฉพาะทางเพื่อการรับประทานที่ถูกวิธีป้องกันการเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์

  • ยา Finasteride 5 mg

ยา Finasteride 5 mg เป็นยาที่มีปริมาณ Finasteride สูง หรือที่รู้จักกันดีในชื่อทางการค้าว่า ยา proscar 5 mg ซึ่งเหมาะสำหรับใช้รักษาภาวะต่อมลูกหมากโตในผู้ชาย ขณะเดียวกันก็สามารถใช้รักษาปัญหาผมร่วง หัวล้านได้เช่นกัน เพียงแต่การใช้ยา Finasteride 5 mg อาจมีผลข้างเคียงที่อาจเป็นอันตรายได้หากใช้ในการรักษาผมร่วงหรือหนังศีรษะล้าน

ประโยชน์ของการใช้ Finasteride มีอะไรบ้าง?

  • ลดการหลุดร่วงของเส้นผมและชะลอความบางของหนังศีรษะ เนื่องจาก Finasteride ช่วยยับยั้งเอนไซม์ 5-alpha reductase ทำให้ระดับฮอร์โมน DHT ลดลง ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำคัญที่ทำให้รากผมฝ่อลีบในภาวะศีรษะล้านแบบผู้ชาย (AGA)
  •  ช่วยให้เส้นผมเดิมแข็งแรง หนาขึ้น และมีเส้นผมงอกใหม่เพิ่มขึ้น เมื่อ DHT ลดลง รากผมสามารถกลับเข้าสู่วงจรการงอกที่สมบูรณ์ ทำให้เส้นผมค่อย ๆ หนาขึ้นและดูมีปริมาณมากขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
  • เหมาะสำหรับการเตรียมสภาพหนังศีรษะก่อนปลูกผม การใช้ Finasteride ต่อเนื่องช่วยลดการสูญเสียผมเดิมรอบบริเวณปลูก และทำให้ผลลัพธ์การปลูกผมดูแน่นขึ้นอย่างยาวนาน ลดความจำเป็นในการทำซ้ำ
  • ช่วยลดขนาดต่อมลูกหมากในผู้ชายที่มีภาวะต่อมลูกหมากโต (BPH) ซึ่งเป็นประโยชน์ทางการแพทย์อีกด้านหนึ่ง แต่ควรใช้ตามดุลยพินิจของแพทย์เท่านั้น
  • ช่วยลดโอกาสผมบางเพิ่มขึ้นในอนาคต การใช้ยาต่อเนื่องสามารถชะลอการดำเนินโรคของ AGA ได้ ทำให้ผู้ป่วยรักษาสภาพเส้นผมได้นานขึ้นและคงผลลัพธ์หลังการปลูกผมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Finasteride ใช้ยังไง?

  • โดยทั่วไปยา Finasteride สำหรับผมร่วง ใช้ขนาด 1 mg วันละ 1 ครั้ง รับประทานเวลาไหนก็ได้ แต่ควรรับประทานให้เป็นเวลาใกล้เคียงเดิมทุกวัน เพื่อให้ระดับยาในเลือดคงที่
  • เพื่อเห็นผลในการลดผมร่วงและทำให้เส้นผมแข็งแรงขึ้น ควรใช้ยา ต่อเนื่องอย่างน้อย 3–6 เดือน ผลเต็มที่มักประเมินที่ประมาณ 6–12 เดือน ภายใต้การติดตามโดยแพทย์
  • ไม่ควรหยุดยาเองทันที เพราะเมื่อหยุดยา ระดับฮอร์โมน DHT จะกลับสู่ระดับเดิม ทำให้โรคดำเนินต่อและผมอาจค่อย ๆ กลับมาบางลงเหมือนก่อนเริ่มยา หากต้องการหยุดหรือสงสัยมีผลข้างเคียงควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง
  • ไม่ควรเพิ่มหรือลดขนาดยาเอง เช่น รับประทานเกินขนาดหรือสลับวันกิน–ไม่กิน เพราะขนาดยามาตรฐาน 1 mg/วัน เพียงพอสำหรับการรักษาผมร่วงแบบพันธุกรรมอยู่แล้ว การปรับขนาดยาควรทำโดยแพทย์เท่านั้น

ผลข้างเคียงและข้อควรระวัง มีอะไรบ้าง?

  • เนื่องจาก Finasteride มีผลลดการเปลี่ยนฮอร์โมนเพศชายเป็น DHT จึงอาจมี ผลข้างเคียงด้านสมรรถภาพทางเพศ พบได้ไม่บ่อย เช่น
  • ความต้องการทางเพศลดลง
  • การแข็งตัวของอวัยวะเพศลดลง
  • ปริมาณน้ำอสุจิลดลง
  • อาการส่วนใหญ่ดีขึ้นได้เมื่อหยุดยา หรือปรับการรักษาภายใต้การดูแลของแพทย์
  • อาจมี การเปลี่ยนแปลงที่เต้านมในเพศชาย เช่น เต้านมโตขึ้น เจ็บตึง หรือคลำได้ก้อน (gynecomastia) หากมีอาการดังกล่าวควรหยุดยาและพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินทันที
  • มีรายงานว่าในบางรายอาจเกิด ผลข้างเคียงด้านอารมณ์ เช่น รู้สึกเศร้า เบื่อหน่าย วิตกกังวล หรืออารมณ์แปรปรวน หากมีภาวะซึมเศร้าชัดเจนหรือมีความคิดทำร้ายตนเอง ต้องรีบพบแพทย์โดยด่วน
  • อาจมี อาการแพ้ยา ซึ่งพบได้น้อยมาก เช่น ผื่นคัน ลมพิษ บวมหน้า–ริมฝีปาก–หนังตา หรือหายใจลำบาก หากเกิดอาการลักษณะนี้ให้หยุดยาและรีบไปโรงพยาบาลทันที
  • ยานี้ ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์หรือหญิงที่มีโอกาสตั้งครรภ์ และไม่ควรจับต้องเม็ดยาที่บิ่นหรือบด เพราะอาจมีผลต่อทารกเพศชายในครรภ์

การเปรียบเทียบกับยารักษาผมร่วงชนิดอื่น

นอกเหนือไปจากการใช้ยาฟีนาสเตอไรด์เพื่อดูแลรักษาผมร่วงแล้ว ในปัจจุบันยังมีตัวยาชนิดอื่น ๆ ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน ดังนี้

Finasteride vs Minoxidil

แม้ว่ายา Finasteride และ Minoxidil จะเป็นยาสำหรับรักษาผมร่วงเหมือนกัน แต่มีกลไกการทำงานที่แตกต่างกันคือ

  • Finasteride: เป็นยาที่ยับยั้งการสร้างเอนไซม์ 5-alpha reductase ชนิดที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการเพิ่มปริมาณ DHT สาเหตุที่ทำให้รากผมฝ่อ ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับยา Finasteride แล้ว จะช่วยให้ระดับฮอร์โมน DHT ลดลง และสามารถชะลอไม่ให้รากผมฝ่อ พร้อมป้องกันการลุกลามของอาหารผมบางจากกรรมพันธุ์ได้
    • รูปแบบและวิธีใช้ยา Finasteride: มาในรูปแบบยาเม็ดสำหรับรับประทาน ปริมาณ 1 มิลลิกรัม โดยการใช้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
  • Minoxidil: เดิมทีเป็นยาขยายหลอดเลือด แต่เมื่อนำมาใช้ดูแลสุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะ มีกลไกในการช่วยยืดระยะการเจริญเติบโตของเส้นผม (Anagen Phase) ทำให้รูขุมขนบนหนังศีรษะใหญ่ขึ้น ระบบไหลเวียนเลือดบนหนังศีรษะทำงานดีขึ้น เส้นผมจึงดูหนาแน่นเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง
    • รูปแบบและวิธีใช้ยา Minoxidil: ส่วนใหญ่เป็นชนิดใช้ภายนอก มาในรูปแบบของน้ำยา โลชั่น โฟม หรือสเปรย์สำหรับทา

Finasteride vs Dutasteride

สำหรับ Dutasteride ก็เป็นยาเม็ดรับประทานในกลุ่มเดียวกับ Finasteride คือเป็นยาที่มีคุณสมบัติยับยั้งเอนไซม์ 5-alpha reductase เพื่อลดปริมาณ DHT และใช้สำหรับรักษาผมร่วงจากพันธุกรรมในเพศชายเหมือนกัน

แต่ยา Finasteride จะสามารถยับยั้งเอนไซม์ชนิดที่ 2 เป็นหลัก ขณะที่ Dutasteride สามารถยับยั้งได้ทั้งชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 ทำให้ปริมาณ DHT จึงลดลงได้มากกว่า และมีข้อมูลว่า Dutasteride สามารถเพิ่มประสิทธิภาพชะลอการเกิดปัญหาผมบางได้ดีกว่า ทั้งนี้อาจแลกมาด้วยผลข้างเคียงด้านฮอร์โมนเพศที่อาจสูงกว่าด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตามปัจจุบัน Finasteride 1 มิลลิกรัม ได้รับการอนุมัติให้ใช้สำหรับรักษาผมร่วงจากพันธุกรรมในผู้ชายได้อย่างเป็นทางการแล้ว แต่สำหรับ Dutasteride ยังถือเป็นการใช้แบบ off-label ดังนั้นการตัดสินใจว่าควรใช้ยาตัวไหน ควรปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดเพื่อทำความเข้าใจเรื่องประสิทธิภาพและข้อจำกัดในการใช้ยา

ทางเลือกอื่นในการรักษาผมร่วง

เพื่อดูแลปัญหาผมร่วงผมบางให้เส้นผมกลับมาดูดกหนาและดูสุขภาพดีอีกครั้ง นอกจากการใช้ยา Finasteride แล้วยังมีแนวทางในการดูแลรักษาอื่น ๆ อีก ดังนี้

การปรับพฤติกรรมและดูแลสุขภาพ

เนื่องด้วยกิจวัตรประจำวันและสุขาภพโดยรวมมีผลต่อวงจรชีวิตของเส้นผมอย่างมาก การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันให้เหมาะสมจะช่วยชะลอการหลุดร่วงของเส้นผม และทำให้เส้นผมที่มีอยู่แข็งแรงขึ้นได้ เช่น

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ พร้อมเน้นโปรตีนคุณภาพดี เช่น ปลา ไข่ เนื้อไม่ติดมัน ถั่ว รวมถึงอาหารที่มีธาตุเหล็ก สังกะสี วิตามิน D และโอเมก้า-3 ในปริมาณที่พอเหมาะ
  • สระผมให้ถูกวิธีและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่อ่อนโยนต่อหนังศีรษะ และพยายามไม่เกาหรือขยี้แรง ๆ
  • เลี่ยงการอดอาหารหรือลดน้ำหนักแบบหักโหมรุนแรง เพราะอาจทำให้เกิดภาวะผมร่วงเฉียบพลัน (Telogen Effluvium) ได้
  • ลดการใช้ความร้อนหรือสารเคมีกับเส้นผมเป็นประจำ เช่น การไดร์ผมร้อนจัด การดัดผม ยืดผม ย้อมสีผม รวมถึงไม่ควรหวีผมแรง หรือรวบผมตึงนานเกินไป
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายสามารถฟื้นฟูตัวเองได้อย่างเต็มที่ รวมถึงออกกำลังกายสม่ำเสมด และจัดการความเครียดให้ดี เพราะความเครียดเรื้อรังกระตุ้นให้ผมร่วงได้
  • หากมีอาการชอบดึงผมตัวเอง (Trichotillomania) ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินและรับการรักษาที่เหมาะสมร่วมด้วย

การรักษาแบบทางเลือก (เช่นสมุนไพร/อาหารเสริม)

ไม่เพียงแต่ยา Finasteride จะสามารถช่วยทำให้เส้นผมดูดกหนามากขึ้นได้แล้ว การที่ร่างกายได้รับปริมาณวิตามินและอาหารเสริมบางชนิดที่เพียงพอ เช่น ไบโอติน (Biotin) วิตามินกลุ่ม B วิตามิน D ธาตุเหล็ก สังกะสี หรือโอเมก้า-3 จะมีประโยชน์เมื่อใช้เพื่อดูแลภาวะขาดสารอาหารดังกล่าวได้

แต่สำหรับผู้ที่มีระดับวิตามินหรือสารอาหารดังกล่าวปกติอยู่แล้ว การกินเพิ่มอาจไม่ได้ช่วยให้ผมหนาขึ้นอย่างชัดเจนตามข้อมูลงานวิจัย จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนว่าตัวเองมีภาวะขาดสารอาหารหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายรับวิตามินหรืออาหารเสริมเกินความจำเป็น

นอกจากนี้การใช้สมุนไพรบางชนิดเพื่อบำรุงสุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะ เช่น สารสกัดจาก Saw Palmetto น้ำมันบางชนิดที่มีส่วนผสมของมะกรูด ขิง น้ำมันมะพร้าว ว่านหางจระเข้ อัญชัน อาจช่วยให้หนังศีรษะชุ่มชื้น บรรเทาอาการระคายเคืองหนังศีรษะ และช่วยให้เส้นผมเงางามขึ้นได้

เพียงแต่ไม่ควรใช้เป็นตัวช่วยหลักเนื่องจากยังไม่มีข้อมูลวิจัยรองรับที่ชัดเจน แนะนำใช้เป็นตัวช่วยเสริมควบคู่กับการทาน Finasteride หรือวิธีดูแลสุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะอื่น ๆ ที่สำคัญก่อนตัดสินใจเริ่มใช้สมุนไพรหรืออาหารเสริมใด ๆ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนทุกครั้ง เนื่องจากบางตัวอาจมีผลข้างเคียงกับยาอื่น หรือส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับ ไต และการแข็งตัวของเลือดได้

ปลูกผมถาวร

หากใช้ยา Finasteride หรือใช้แนวทางการรักษาผมร่วง ผมบางอื่น ๆ แล้วได้ผลลัพธ์ไม่เป็นที่พึงพอใจ หรือมีบริเวณศีรษะล้านที่กว้างมาก การผ่าตัดปลูกผมถาวะถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ให้ผลลัพธ์ชัดเจนและอยู่ได้ยาวนาน

โดยมีหลักการคือย้ายรากผมที่แข็งแรงจากบริเวณด้านหลังหรือด้านข้างศีรษะ มาปลูกในบริเวณที่มีผมบางหรือปัญหาหนังศีรษะล้าน ซึ่งเส้นผมที่ปลูกใหม่จะมีคุณสมบัติคล้ายกับเส้นผมเดิมในบริเวณที่ย้ายมา จึงมีโอกาสอยู่ได้นาน จึงเรียกว่า “ปลูกผมถาวร” นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เส้นผมเดิมรอบ ๆ บริเวณที่ปลูกอาจมีปริมาณที่ลดลง หรือบางลงได้อยู่ จึงแนะนำว่าให้ดูแลต่อเนื่องด้วยการใช้ยา เช่น ยา Finasteride หรือ Minoxidil ควบคู่กันไปตามความเหมาะสม

เลือกปลูกผมที่ Mediren Clinic ดีอย่างไร?

สำหรับใครที่กังวลปัญหาผมร่วง ผมบาง หนังศีรษะ ใช้ยาฟินาสเตอไรด์ (Finasteride) หรือแนวทางการรักษาอื่น ๆ แล้วได้ผลลัพธ์ไม่เป็นที่พึงพอใจ แนะนำปลูกผมถาวรที่ Mediren Clinic ด้วยประสบการณ์และความชำนาญการของทีมแพทย์สามารถประเมินปัญหาและให้การรักษาที่เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละบุคคลได้ดี รวมถึงมีเทคโนโลยีการปลูกผมที่ทันสมัย ช่วยให้ผลลัพธ์การปลูกผมเห็นผลลัพธ์ชัดเจน เจ็บน้อย และฟื้นตัวได้ไว สามารถเรียกคืนเส้นผมที่ดกหนาและเรียกคืนความมั่นใจกลับมาได้อีกครั้ง

ยาปลูกผม Finasteride ลดผมร่วง ดูแลปัญหาผมบาง

เมื่อมีปัญหาผมร่วง ผมบาง หรือหนังศีรษะล้านเนื่องจากกรรมพันธุ์ การใช้ยา Finasteride ถือเป็นหนึ่งแนวทางการดูแลรักษาที่มีประสิทธิภาพ ด้วยกลไกการทำงานที่ช่วยลดระดับฮอร์โมน DHT สาเหตุหลักของปัญหาผมร่วงได้อย่างตรงจุด สามารถช่วยชะลอการเกิดปัญหาผมร่วงและช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของเส้นผมได้ดี แต่การใช้ยา Finasteride อาจมีผลข้างเคียงบางประการที่ต้องระวัง แนะนำปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

หากสนใจจัดการปัญหาผมร่วง ผมบาง ปรึกษากับทาง Mediren Clinic เรามีทีมแพทย์เฉพาะทางและทีมงานมากประสบการณ์ให้คำแนะนำอย่างจริงใจ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ช่องทางการติดต่อด้านล่างนี้

  • LINE : @mediren
  • WhatsApp : 086-330-3111
  • Call Center : 086-330-3111
  • Eng. Call Center : 0615579999
  • Email : mediren@yahoo.com
  • Website : https://mediren.com/

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ยา Finasteride 5 mg มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง?

การใช้ยาฟิเนสเตอร์ไรด์ (Finasteride) ปริมาณ 5 mg นิยมใช้เพื่อป้องกันภาวะต่อมลูกหมากโต หากใช้รักษาปัญหาผมร่วง ผมบาง มีโอกาสที่เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายได้ เช่น หย่อนสมรรถภาพทางเพศ ส่งผลต่ออารมณ์ หรือภาวะซึมเศร้า

ใช้ยา Finasteride นานแค่ไหนถึงเห็นผล?

เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจน จำเป็นต้องใช้ยา Finasteride อย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปแล้วจะใช้ประมาณ 3-6 เดือน ซึ่งจะเริ่มเห็นผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน หากต้องการเห็นผลลัพธ์เต็มที่ แนะนำใช้ต่อเนื่อง 6-12 เดือน หรือตามคำแนะนำของแพทย์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *