บทสัมภาษณ์รายการ Woody
วู้ดดี้ : เรื่องราวของหมอเบญเนี่ย น่าสนใจมากเพราะว่าเป็นผู้หญิงที่แทบผ่านมาแล้วทุกงานทุกอาชีพที่เรานึกได้เนี่ยแตะมาหมดแล้วสัมผัสมาหมดทุกอย่างแต่ความน่าสนใจก็คือ หมอเบญไม่กล้าหรือไม่คิดจะออกสื่อให้คนได้เห็นหน้าให้รู้จัก ผู้หญิงที่นั่งต่อหน้าวู้ดดี้ในวันนี้นะครับ จะบอกเลยว่าในรอบสิบยี่สิบปีที่ผ่านมา ปฏิเสธในการออกสื่อทั้ง ๆ ที่คนไข้หรือว่าคนรอบข้างอยากให้เขาออกสื่อบ้างให้คนได้รู้จักแต่เธอไม่มีความกล้าเธออาย เธอกลัว เธอกังวลว่าคนจะตัดสินเธอนะครับ ต้องถามเลยว่าหลัก ๆ เนี่ยอะไรที่ทําให้หมอเบญไม่กล้าออกสื่อ
หมอเบญ : หลัก ๆ เลยคือเรื่องรูปลักษณ์ เนื่องจากว่าเดิมเนี่ยเป็นเด็กที่เกิดมาแล้ว มีลักษณะร่างกายที่อ้วนดํา เป็นเด็กที่ไม่สวย ไม่น่ารักมาตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้นเนี่ยความไม่มั่นใจในตัวเองมีตั้งแต่ต้นอยู่แล้วตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ พอเติบโตขึ้นมา ก็พยายามใช้ความสามารถของตัวเองเพื่อทดแทนในเรื่องรูปลักษณ์ที่เป็นสิ่งที่ด้อยกว่าคนอื่นเขา จนในที่สุดก็สามารถที่จะเข้ามาเป็นแพทย์ได้ มีความสามารถที่จะทําหน้าที่การงาน ได้เป็นที่ยอมรับได้ในระดับหนึ่ง แต่เมื่อทํางานไปแล้ว ก็ยังไม่สามารถที่จะออกสื่อได้อยู่เพราะว่าในใจลึก ๆ มีเรื่องของความกังวล ในเรื่องรูปลักษณ์ของตัวเองในภายนอก เพราะฉะนั้นเนี่ยก็ยังทํางานตั้งใจทํางาน แต่ยังซ่อนตัวอยู่ภายใต้เบื้องหลังผลงานของตัวเองอยู่ตลอด
วู้ดดี้ : เรื่องรูปลักษณ์นี่เป็นตั้งแต่เด็กไหมครับ
หมอเบญ : เป็นตั้งแต่เด็กค่ะ มีบางช่วงที่เรารู้สึกว่าเราสวยขึ้น เราผอมลง แต่ช่วงเวลาส่วนใหญ่ เราจะค่อนข้างที่จะมีน้ำหนักเกินนิดนึง ทําให้รู้สึกว่าไม่มั่นใจ แล้วก็รู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นคนที่ไม่สวย ประกอบกับฐานะทางบ้านก็ไม่ได้ดีค่ะ ก็เลยมีความไม่มั่นใจอยู่ตลอด
วู้ดดี้ : น้ำหนักที่หนักสุด หมอเบญหนักเท่าไหร่ครับ
หมอเบญ : หนึ่งร้อยยี่สิบกิโล
วู้ดดี้ : หนึ่งร้อยยี่สิบกิโลนี่ไม่เบา ถามว่าน้ำหนักมันขึ้นไป หรือว่ามันอยู่ตรงนั้น เพราะเราไม่ได้ควบคุมการทาน หรือเพราะเราทานเป็นนิสัย หรือเพราะว่ามันกลายเป็นอะไรที่เราเครียดมาก หรือว่าเป็นไลฟ์สไตล์ของชีวิตที่เราจะต้องทาน เพราะผมเข้าใจว่าคงจะมีบางช่วงที่ลดลงมาบ้าง แล้วก็กลับขึ้นไปใหม่ใช่ไหมครับ ก็เลยต้องถามหมอเบญว่า เท่าที่เรามองย้อนกลับไปเนี่ยคิดว่าสาเหตุมันคืออะไร
หมอเบญ : เป็นเพราะเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจมาก ตั้งใจในการทํางาน เวลาทํางานย่อมมีความเครียดเกิดขึ้นบ้าง แล้วในบางครั้งเราก็ใช้อาหารนี่แหละ ในการชดเชยความรู้สึกเครียด ของเราจากการทํางาน เมื่อเราตั้งใจทํางานยิ่งตั้งใจมากเท่าไร ความเครียดก็มามากขึ้นเท่านั้นใช่ไหมคะ แล้วก็บางครั้งเรารู้สึกว่าอาหารเนี่ยแหละ มันช่วยเราได้เพราะฉะนั้นในบางครั้งน้ำหนักก็ขึ้นไป จนกระทั่งขึ้นไปถึงร้อยยี่สิบกิโลในช่วงพีค
วู้ดดี้ : ก็เอาอาหารมากลบความเครียด
หมอเบญ : ใช่ค่ะ เพราะในเบื้องลึกแล้วเนี่ย งานจะต้องเป็นหลักก่อน ทํายังไงก็ได้ที่ทําให้เราสามารถทํางานได้เต็มที่ที่สุด โดยที่ไม่ได้คํานึงถึงว่ารูปลักษณ์ของเราจะเป็นยังไง ขอให้เรามีพลังที่จะทํางานทั้งพลังในด้านร่างกาย และพลังงานในด้านจิตใจของเราค่ะอาหารก็เป็นส่วนหนึ่งที่มาชดเชย ความรู้สึกเครียดในใจของเรา เราก็เลยใช้ตรงนั้นเรื่อยมา โดยหวังผลที่จะทําให้ความเครียดของเรามันลดลง และทําให้เราทํางานได้ดี ๆ ยิ่งขึ้นไปอีกค่ะ
วู้ดดี้ : ตอนที่เราได้เจอคนไข้ หรือว่าคนอื่น ๆ ที่เข้ามาในชีวิตเรา เคยมีตอนไหนไหมครับที่เขา มองเราแล้วเราคิดไป อาจจะจริงหรือไม่จริงนะครับ ว่าเขากําลังตัดสินเราที่รูปร่าง
หมอเบญ : มีค่ะ แล้วมีบ่อยแล้วก็มีคนไข้บางท่าน ก็ได้พูดด้วยว่า ทําไมคุณหมอไม่ออกสื่อ คุณหมอน่าจะลดน้ำหนักลงหน่อยนะ แล้วออกสื่อ เนื่องจากว่าผลงานของคุณหมอ เป็นที่ชื่นชอบของคนไข้มาก แต่คุณหมอไม่เคยประชาสัมพันธ์ตัวเองเลย คุณหมออยู่เบื้องหลังงานของตัวเองตลอด ทําไมคุณหมอไม่ใช้โอกาสนี้ ในการลดน้ำหนักแล้วก็ออกสื่อ เพื่อที่จะประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ของคนไข้ในวงกว้างบ้าง
วู้ดดี้ : ฟังแล้วรู้สึกยังไงครับ
หมอเบญ : รู้สึกว่าน่าสนใจ แต่ถึงเวลาหรือยัง เราไหวไหม จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่งค่ะ มีจุดหนึ่งก็คือลูกสาวเดินเข้ามาบอกว่าคุณแม่คะ คุณแม่ไม่สามารถที่จะหลบตัวเอง อยู่เบื้องหลังผลงานของตัวเองตลอดชีวิตได้นะคะ คุณแม่น่าจะออกสื่อบ้าง นี่ก็เป็นจุดที่ทําให้หมอตัดสินใจ ที่จะลดน้ำหนักลงมาค่ะ แล้วก็ออกสื่อบ้าง เหมือนกับที่ได้เจอคุณวู้ดดี้ในวันนี้ค่ะ
วู้ดดี้ : คุณหมอจริง ๆ แล้วเนี่ย ผ่านอาชีพมาเยอะมาก คือผมไม่รู้ว่าถึงร้อยหรือเปล่านะครับ แต่ว่าเท่าที่ทราบมาเนี่ยเยอะมาก คุณหมอลองเล่าให้ฟังซิครับว่า
ตั้งแต่เด็กจนถึงวันนี้ทําอะไรมาแล้วบ้าง แล้วทุกคนฟังให้ดีนะครับ เพราะเป็นอาชีพที่ไม่ใช่แค่แบบเป็นหมออย่างเดียว เป็นแม่บ้านก็ทํามาแล้ว มีอะไรบ้างครับ
หมอเบญ : ขอย้อนไปนิดหนึ่งนะคะ ตั้งแต่สมัยวัยเด็กนะคะ คุณแม่เป็นเสาหลักของครอบครัว คุณแม่เป็นผู้หญิงเก่ง เป็นบุคคลตัวอย่างทํางานหนัก สวย หาเงินเก่งนะคะ จนกระทั่งวันหนึ่งค่ะตอนหมออายุสิบสองปี คุณแม่ประสบอุบัติเหตุ
เสียชีวิต รถคว่ำ ตอนนั้นชีวิตมันก็มืดมนชีวิตที่เคยสุขสบาย ก็พลิกผันร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ เงินทองก็มีน้อยลง เราต้องอยู่กันอย่างประหยัด มองไปทางไหนก็ไม่มีตัวช่วย ก็เลยเป็นที่มาที่ทําให้เรารู้สึกว่า เราทํายังไงก็ได้ แต่จะต้องอยู่รอดให้ได้ พอโตขึ้นมาเราก็จะต้องมีอาชีพเสริม ที่จะทําให้เราสามารถใช้ชีวิตในแต่ละวันและใช้ชีวิตในการเรียนต่อไปได้ เพราะเป้าหมายคือการเป็นแพทย์ หมอทํามาหมดแล้วค่ะ หมอเป็นพิธีกร นักพูด นักเขียน นักแปล เป็นติวเตอร์ ช่วงผอมสวยเข้าประกวดนางงามท้องถิ่น ช่วงอวบอ้วนยอมเป็นแม่บ้านรายวัน รับจ้างทําความสะอาด ทําอย่างไรก็ได้ให้ชีวิตสามารถอยู่รอดได้ค่ะ
วู้ดดี้ : ก็คือตอนนั้นไม่ได้คิดเลยว่าตัวเองจะเป็นใครยังไง แต่ว่าฉันมีงาน ฉันก็ทํา
หมอเบญ : มีเป้าหมายค่ะ มีเป้าหมายคือจะต้องจบแพทย์ให้ได้ ซึ่งก็ต้องใช้เงินเยอะต้องใช้เงินค่ะ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมต้องใช้เงิน เพราะฉะนั้นทําอย่างไรก็ได้ที่จะได้เราจะมีเงินมาใช้จ่ายตรงนั้นทําให้เราไปสู่เป้าหมายได้คือการเป็นแพทย์
วู้ดดี้ : ทีนี้ต้องต้องถามว่า แล้วเข้ามาสู่วงการปลูกผมยังไง เพราะว่าเรียนหมอก็จริง แต่ทําไมถึงเลือกสายนี้ครับ
หมอเบญ : ต้องย้อนกลับไปว่าหมอเนี่ย จบเฉพาะทางด้านสูตินรีเวชนะคะ แล้วก็ทําสูตินรีเวช มีการฝึกฝนในเรื่องของการทําศัลยกรรมนะคะ อยู่ประมาณทําจริงๆ จังๆ ประมาณสองปี หลังจากนั้นเนี่ยรู้สึกว่า มันอาจจะไม่เหมาะกับเราร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ เราอาจจะอยากที่จะทํางานที่มันท้าทายและแตกต่าง ณ ช่วงเวลานั้นย้อนกลับไปประมาณเกือบสิบห้าปีที่แล้วเรื่องการปลูกผมยังเป็นไปได้ยาก หาได้ยากทั้งในไทยและในต่างประเทศ แต่เรามีเป้าหมายแล้วว่า ตรงจุดนี้เป็นงานที่ท้าทาย เป็นงานหนักน่าจะเหมาะกับเรา แล้วเป็นงานที่ยังไม่ค่อยมีคนทํายังไม่เป็นที่แพร่หลาย เพราะฉะนั้นก็เลยพยายามหาช่องทาง ในการศึกษาจนกระทั่งได้ไป ลงเรียนที่ต่างประเทศแล้วก็มาปรับประยุกต์ การไปเทคคอร์สอย่างเดียว ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถเป็นหมอปลูกผมได้ เพราะมันเป็นงานหนักและมีรายละเอียดสูงมากค่ะส่วนใหญ่แล้วมันเกิดจากความตั้งใจ ความมุมานะพยายามแล้วก็อาศัยความรู้ด้วย อาศัยมิติหลากหลายมิติในงานปลูกผมจนกระทั่งสามารถก้าวมาเป็นหมอที่สามารถทําการปลูกผมได้เป็นอย่างดี ไม่ใช่เรื่องง่าย
วู้ดดี้ : กี่ปีแล้วครับ
หมอเบญ : ทั้งหมดก็ประมาณสิบห้าปีแล้วค่ะ
วู้ดดี้ : สิบห้าปีในการปลูกผม และเทคโนโลยีวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ไม่เหมือนกัน
หมอเบญ : มีการเปลี่ยนแปลงแบบใหญ่ ๆ อยู่ครั้งหนึ่ง คือการผ่าตัดแบบลงมีด กับการทํา FUE ก็คือการเจาะดูดออกมานะคะ แล้วก็นํามาปลูกอันนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หลังจากนั้นจะเป็นการพูดถึงเทคนิคย่อยๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วหมอคิดว่า ส่วนใหญ่แล้วมันก็จะอยู่ในข่ายของการทํา FUE ด้วยอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ หรือเทคนิคเฉพาะตัวต่าง ๆ ซึ่งหมอยังมีความเชื่อว่า มันอยู่ที่มือมนุษย์มันอยู่ที่มือของผู้ทํา มันใช้ทักษะของผู้ทําหมอมีความเชื่อเช่นนี้แล้วคนไข้ก็มั่นใจเช่นนั้นเนื่องจากว่าคนไข้พิจารณาจากผลงานที่ทําเป็นหลักค่ะ ไม่ใช่ว่าเราสามารถเอาหุ่นยนต์มาแล้วก็มาแบบดูดผมแล้วก็จึ๊กกลับไปไม่ได้จริง ๆ มีเทคโนโลยีของการใช้หุ่นยนต์ค่ะ แต่ในความเชื่อส่วนตัวของหมอ และผลงานที่หมอทําหมอใช้ทักษะ หมอมีความเชื่อว่า อะไรที่มันเป็นการลงบนพื้นผิวของคน มันต้องใช้ทักษะและใช้มือมนุษย์ทํามันถึงจะได้เพราะว่าพื้นผิวของคนมันมีความมันมีความหลากหลาย เพราะฉะนั้นมันจะต้องใช้มนุษย์ในการทําและใช้ทักษะเพื่อปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ปรับตัวเข้ากับพื้นผิวที่เราจะทำและลักษณะเฉพาะบุคคลของคนไข้ในแต่ละท่านค่ะ
วู้ดดี้ : คือเคสหนึ่งที่เรารับมาเนี่ยนะครับ เวลาเราทําเนี่ย มันใช้เวลานานไหมครับ
หมอเบญ : การปลูกผมเป็นงานที่เป็นงานหนัก ถ้าจะทําให้มีประสิทธิภาพดีเป็นงานที่หนักต้องใช้ความอดทนความแม่นยําสูงมากและใช้เวลาสูงมากใช่ค่ะคุณวู้ดดี้
วู้ดดี้ : หนึ่งวันได้ไหมครับคนหัวหนึ่ง
หมอเบญ : ประมาณนั้นค่ะถ้าเป็นเคสใหญ่ ๆ ค่ะ ส่วนใหญ่จะอยู่ในราว ๆ ห้าหรือหกชั่วโมงบวกลบ หรือถ้ามันเป็นเคสใหญ่ ๆ จริง ๆอย่างเช่นที่หมอเคยทําจากหน้าไปถึงตรงบริเวณกลางศีรษะเลยเนี่ย อาจจะใช้เวลาแปดชั่วโมงบวกลบก็เป็นได้ค่ะ
วู้ดดี้ : แล้วคนไข้ของคุณหมอเนี่ย ส่วนใหญ่ผู้ชายผู้หญิง แล้วปัญหาส่วนใหญ่ที่เจอเป็นแบบไหน
หมอเบญ : ผู้ชายจะเป็นปริมาณที่เยอะกว่าค่ะ ผู้หญิงรองลงมานะคะ แล้วส่วนใหญ่ก็จะเป็นผมร่วงทางพันธุกรรมที่เกิดจากฮอร์โมนค่ะ
วู้ดดี้ : ก็คือไม่ว่าจะเป็นหัวเถิกเอย ไข่ดาวเอย อันนี้เราปลูกได้หมดเลย
หมอเบญ : เป็นลักษณะรูปแบบทางพันธุกรรม ซึ่งถ้าเป็นจากพันธุกรรมและฮอร์โมนส่วนใหญ่นะคะ ต้องใช้คําว่าส่วนใหญ่จะปลูกได้ถ้ามีผมข้างหลัง ที่มีคุณภาพและมีปริมาณเพียงเหมาะสม
วู้ดดี้ : แล้วก็ย้ายจากข้างหลังมาข้างบน อะไรก็ว่ากันไป แต่ของผู้หญิงละครับ ส่วนใหญ่เป็นปัญหาอะไรครับทุกวันนี้
หมอเบญ : เป็นปัญหาเรื่อง Female Hairline หรือแนวผมผู้หญิงค่ะ ผู้หญิงเราชอบรูปทรงใบหน้าทรงไข่ ซึ่งส่วนใหญ่ปัญหาของผู้หญิงเราก็คือ เป็นง่ามตัวเอ็มเหมือนผู้ชายค่ะ เป็นเอ็มเป็นโค้งเข้าไป เป็นเอ็มเป็นง่ามเข้าไป ซึ่งตรงนี้ทําให้เวลาที่เราออกงาน เวลาเราแต่งกายสุภาพ เราไม่สามารถเอาผมมาปิดอยู่ตลอดเวลาได้ใช่ไหมคะ มันก็จะเป็นจุดหนึ่งซึ่งมันเป็นจุดที่เราไม่มั่นใจค่ะ อันนี้สามารถปลูก Female Hairline
วู้ดดี้ : แล้วบางทีผมเห็นว่ามันจะเป็นพวกรันเวย์ ตรงกลางด้วยใช่ไหมหมอ
หมอเบญ : ใช่ค่ะ เป็นลักษณะของการบางเป็น Female pattern hair loss หรือผมบางในเพศหญิง อันนี้ก็สามารถปลูกได้ ถ้ามีผมด้านหลังที่มีคุณภาพเพียงพอค่ะ
วู้ดดี้ : ดูเหมือนกับว่าคนไข้คุณหมอก็จะพอใจและประทับใจมาก ถึงขั้นที่ว่าเขาอยากให้คุณหมอออกสื่อ แล้ววันนี้วู้ดดี้รู้สึกเป็นเกียรติมาก ที่คุณหมอมานั่งพูดคุยกับผมเพราะว่า เราก็จะมีวันรู้เลยว่าหมอเบญนะครับหรือว่า ด็อกเตอร์เบญจวรรณ แห่ง Mediren Clinic หน้าตาเป็นยังไงนะครับ จนกระทั่งวันนี้นั่นเอง หมดไปแล้วผ่านมือไปแล้วกี่เคสจําได้ไหม
หมอเบญ : ตอนนี้น่าจะมากกว่าหกพันเคส
วู้ดดี้ : แล้วรีวิวที่เขาให้คุณหมอกลับมาเขา เขาพึ่งพอใจขนาดไหนครับ
หมอเบญ : ในรีวิว ส่วนใหญ่แล้วเราจะเลือกรีวิวเฉพาะเคสที่ที่มีข้อถกเถียงน้อย ก็คือเห็นชัดๆ ล้านมาเลย เป็นแบบไม่ค่อยมีหวังเลย แล้วเราปลูกแล้วผลลัพธ์เขามีบุคลิกภาพที่ดีขึ้น เราจะเลือกรีวิวแบบนี้ เราจะไม่ค่อยรีวิวแบบเคสเล็กๆ เพราะว่าเล็ก ๆ ใครก็ทําได้ แต่มันมีจุดอยู่จุดหนึ่งค่ะคุณวู้ดดี้ คือผมข้างหลัง ใช่ค่ะเคสเล็ก ๆ ใคร ๆ ก็ทําได้ แต่คุณเสียผมไปเท่าไร ผมเป็นสิ่งที่ควรเก็บที่เราควรจะต้องถนอมไว้ เอามาใช้เท่าที่จําเป็นเพราะฉะนั้นการที่ปลูกและเห็นผมด้านหน้าพื้นที่เล็ก ๆ แล้วขึ้นไม่ได้หมายความว่าอันนั้นเป็นงานที่ดีเสมอไปค่ะ เราต้องดูด้วยว่าผมที่ออกมากับผมที่ใช้มันไปด้วยกันหรือเปล่าไม่ใช่ว่าเราเสียผมไปเยอะแต่ได้เพียงแค่นิดเดียว เพราะฉะนั้นอ่าหลักการรีวิวของหมอคือ เป็นพื้นที่กว้างๆ เพราะนั่นมันหมายความว่าเราใช้ผมอย่างทะนุถนอม ผมที่มามีคุณสมบัติที่ดีแล้วก็สามารถที่จะขึ้นได้ มีประสิทธิภาพจริงๆ ค่ะ
วู้ดดี้ : คือทราบมาว่าเคยมีคนเข้ามาถามหมอ อันนี้ไม่แน่ใจจริงหรือเปล่าว่า ตําแหน่งด้านการงานหมอเบญเนี่ย ได้รับมาโดยการใช้เงินอันนี้จริงไหมครับ
หมอเบญ : ล่าสุดคือหมอได้รับการแต่งตั้งเป็น รองประธานแพทย์ปลูกผม FUE Asia เป็นสมาคมนานาชาตินะคะ มีคนเข้ามาถามทั้งทางตรงแล้วก็ทางอ้อมว่าใช้เงินหรือเปล่า ก็ในเมื่อกล้าถาม หมอก็กล้าตอบค่ะ ไม่เคยใช้เงิน ไม่ได้ใช้และไม่คิดจะใช้ค่ะ ขอใช้แค่สองอย่างก็คือ ความตั้งใจและความสามารถ ถ้าใช้สองอย่างนี้แล้ว จะได้ตําแหน่งหรือไม่ได้ตําแหน่ง ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ซีเรียส
วู้ดดี้ : ทำไมเขาถึงมอบหมายตําแหน่งนี้ให้หมอ คุณหมอเคยถามไหมครับ
หมอเบญ : ไม่เคยถามค่ะ แต่ว่าในขณะที่หมอเข้าไปเนี่ย หมอก็ใช้ความสามารถและความตั้งใจ หมอคิดว่าเขาเห็นตรงนี้ค่ะเพราะเขาก็ต้องการให้สมาคมมีการเติบโตเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และมีสมาชิกนะคะ แล้วก็ได้มีการเผยแพร่ไปในระดับโลกค่ะ
วู้ดดี้ : วันนี้เราได้รับเกียรติอย่างสูงมาก เพราะว่าอย่างที่บอกหมอเบญไม่เคยออกรายการไหนเลย ยินดีด้วยกับการลดน้ำหนักครั้งใหญ่ในนะครับ แล้วก็ดีใจที่หมอตั้งใจ แล้วก็มีความมุ่งมั่นมาก เคสในวันนี้เนี่ยเราไม่ได้พูดถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการปลูกผมแถวหน้าคนหนึ่งนะครับ อย่างหมอเบญแห่ง Mediren Clinic แต่ว่าเราพูดถึงผู้หญิงคนนึงครับที่ฝ่าฟันทุกสิ่งเลยนะครับ มาถึงวันนี้ แต่ก็ยังมีปมติดค้างเรื่องของร่างกาย ที่เธอสามารถก้าวผ่านอุปสรรคนี้ไปได้ ทําให้เธอเป็นเคสตัวอย่างที่วู้ดดี้อยากจะให้ทุกคนได้มีโอกาสฟัง เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนมากมาย คุณหมอครับ มีอะไรอยากจะบอกกับหลายคน โดยเฉพาะสุภาพสตรีที่เขายังติด อยู่ในปมของชีวิตเขา อาจจะไม่ใช่แค่ลดน้ำหนัก แต่เขาอยากจะก้าวออกมา เพื่อจะมีพลังงานแบบใหม่ และประสบความสําเร็จแบบคุณหมอเนี่ย มีอะไรอยากจะบอกเขาครับ
หมอเบญ : ความพยายามไม่เคยสูญหายไปไหนค่ะ ผลของมันจะยังคงอยู่เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ที่เรามีปัญหาอะไรก็ตามเราใช้ความพยายามเราใช้ความมุ่งมั่นตั้งใจหมอมีความเชื่อและจากประสบการณ์ของหมอเอง มันสามารถผ่านไปได้ค่ะแล้วถ้าเรื่องของหมอมันจะเป็นจุดเล็ก ๆ ในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนแพทย์ รุ่นน้องแพทย์หรือทุกๆ คนได้ หมอก็ยินดีแล้วก็ภูมิใจมากๆ เลยค่ะ
วู้ดดี้ : สามารถค้นหาเกี่ยวกับคุณหมอได้เพิ่มเติมแน่นอนนะครับโดยการค้นหาชื่อหมอหรือวู้ดดี้ขึ้นให้แล้วก็อาจจะแวะไปเจอคุณหมอได้ที่ Mediren Clinic นะครับ สามารถติดตามได้ตามรายละเอียดที่ขึ้นอยู่ใต้จอในขณะนี้ด้วยนะครับ แล้วก็เร็ว ๆ นี้หมอกำลังจะจัดงาน ประชุมวิชาการทางการแพทย์นานาชาติเล่าให้ฟังหน่อยสิครับว่าเป็นยังไงครับ
หมอเบญ : หมอเบญในฐานะรองประธานสมาคมแพทย์ปลูกผม FUE Asia ได้รับมอบหมาย
ให้ทําหน้าที่จัดงานประชุม International conference ที่เมืองไทยค่ะ ในช่วงเดือนสิงหาคม ซึ่งจะมีแพทย์จากหลากหลายประเทศทั่วโลกเข้าร่วมค่ะ ตรงจุดนี้หมอก็มีความยินดีเพราะเป็นการเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับ ความรู้ทางการแพทย์ด้านการปลูกผมของไทย ให้ทัดเทียมกับนานาชาติ เพราะว่าลึก ๆ แล้วเนี่ย หมอมีความเชื่อสุดใจเลยว่าการแพทย์ไทยไม่แพ้ชาติใดค่ะ
วู้ดดี้ : ถ้าเกิดว่าใครสนใจสามารถไปร่วมงานนี้ หรือว่าไปติดตามได้ไหมครับ โดยเฉพาะคนที่มีความสนใจเรื่องของการปลูกผม
หมอเบญ : อันนี้จะเป็นในส่วนของแพทย์ ซึ่งเดี๋ยวเราจะมีการประชาสัมพันธ์ทางช่องทางต่าง ๆ อีกครั้งหนึ่งค่ะ
วู้ดดี้ : วันนี้ขอบคุณหมอเบญมากเลยนะครับที่แวะมาคุยกันใน Woody FM นะครับ
หมอเบญ : ขอบพระคุณคุณวู้ดดี้มากค่ะ
วู้ดดี้ : วันนี้ขอบคุณมากเลยนะครับ

English